Latest

ความตายของ “อินทรชิต”

บรรดายักษ์ในรามเกียรติ์ทีออกรบกับพระราม พระลักษณ์ หรือบรรดาวารทั้งหลาย อินทรชิต จัดว่าเป็นหมายเลขหนึ่ง อาจจะเก่งกว่าทศกัณฐ์ผู้บิดาเสียด้วยซ้ำ ศึกอินทรชิตนับเป็นศึกที่หนักที่สุด รบพุ่งกันยาวนานที่สุด ใช้ทั้งกลศึกและฝีมือรบ แม้สุดท้ายอินทรชิตจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ แต่ก็เป็นศึกที่สมน้ำสมเนื้อและสมศักดิ์ศรีที่สุดก็ว่าได้

In1อินทรชิต เป็นลูกของทศกัณฐ์ที่เกิดกับนางมณโฑ (คนเดียวกับที่เคยเป็นเมียพาลีนั่นล่ะ) เดิมทีนั้นมีชื่อว่า รณพักตร์ เคยไปมีเรื่องกับพระอินทร์ตัวเขียวๆ ถึงขั้นลงไม้ลงมือกัน ปรากฏว่ารณพักตร์ดันเอาชนะพระอินทร์ได้เป็นที่โจษจันไปทั่วว่าพระอินทร์แพ้ลูกทศกัณฐ์ ทศกัณฐ์เลยตั้งชื่อใหม่ให้ไพเราะว่า อินทรชิต หมายถึงผู้มีชัยเหนือพระอินทร์

ที่ไปรบกับพระอินทร์นั้นด้วยเพราะความเย่อหยิ่งและอวดดีตามประสายักษ์วัยรุ่น อินทรชิตมีฤทธิ์มากและมีฝีมือ ร่ำเรียนวิชามากมายจากอาจารย์เก่งๆ แล้วบำเพ็ยตบะจนขอพรจากเทพผู้เป็นใหญ่ทั้งสาม พระอิศวรได้ประทานศรพรหมาสตร์และให้พรสามารถแปลงร่างเป็นพระอินทร์ได้ พระนารายณ์มอบศรวิษณุปานัมให้ ส่วนพระพรหมมอบศรนาคบาศ และยังให้พรว่าจะไม่ตายบนพื้นดิน หรือถ้าถูกตัดหัวขาดตกถึงพื้นเมื่อใด จะเกิดไฟบรรลัยกัลป์เผาผลาญทุกสรรพสิ่งจนพินาศ จึงไม่แปลกที่อินทรชิตจะผยองเต็มที่ ท้าตีท้าต่อยกับพระอินทร์ แล้วก็ไม่น่าแปลกที่ทำไมพระอินทร์ยังต้องแพ้ ซึ่งที่จริงอาจเป็นไปได้ว่าพระอินทร์ยอม เพราะสุดท้ายก็ต้องตายด้วยน้ำมือพระลักษณ์อยู่ดี Read the rest of this page »

ความตายของ “นางเมรี”

ความรักเป็นเรื่องของคนสองคนที่มีใจต้องกัน รักเขาข้างเดียวไม่สนุกครับ ถ้าอีกฝ่ายไม่นึกรักด้วยก็อย่าไปฝืน ควรยอมรับความจริงว่าหากไม่ใช่คู่กัน ฝืนไปอย่างไรมันก็ไม่ใช่ ดันทุรังไปก็มีแต่จะเจ็บปวดเสียเปล่า แต่อย่างว่าครับ ของแบบนี้พูดง่ายทำยาก ก็รักเขาแล้วนี่นะ

CCF11202008_00005-500ผมนึกถึงนิทานพื้นบ้านเรื่อง นางสิบสอง ขึ้นมา ตัวเอกที่อยากจะเล่าถึงไม่ใช่นางสิบสองนะครับ แต่เป็น นางยักษ์เมรี ที่ต้องตรอมใจตายเพราะผัวรักมาหนีจาก เรื่องราวอย่างย่อก็คือ พระรถเสน รับคำสั่ง พระนางสันตา ซึ่งเป็นยักษ์จำแลง ให้ถือสาส์นเดินทางไปยังเมืองยักษ์ที่บุตรีของพระนางคือ นางเมรี ครองอยู่ ในสาส์นมีใจความว่าหากพระรถเสนไปถึงให้ฆ่าเสีย แต่พระรถเสนยังดวงดี มีพระฤาษีแอบแปลงเนื้อหาในสาส์นให้เป็นว่าให้รับชายคนนี้เป็นสามีครองเมืองซะ พระรถเสนดวงเฮงเลยรอดตายแถมได้เมียเสียอีก

แต่เบื้องหลังนั้นพระรถเสนมีภาระกิจสืบหาดวงตาของมารดาที่นางยักษ์สันตาควักออกมาซ่อนไว้ในเมือง เมื่อพบของที่ต้องการจึงแอบหนีเมียที่ถึงตอนนี้ก็รู้ความจริงแล้วว่านางเมรีเป็นยักษ์ นางเมรีจึงออกติดตามด้วยความอาวรณ์ แต่ผัวรักก็ยืนยันไม่กลับไป นางจึงเสียใจและตรอมใจตาย เรื่องราวอย่างละเอียดนั้นท่านสามารถค้นคว้าหาอ่านเอาได้ในเน็ตนะครับ

ที่ผมนึกสนุกมาวิเคราะห์ดูพบว่าเรื่องความรักที่จบลงด้วยความเศร้านี้เป็นความผิดของใครกันแน่ ถ้าจะว่ากันในสายตาของเหล่าเฟมินิสต์ก็อาจจะมองว่าพระรถเสนนี่ไม่แมนเอาเสียเลย เรียกว่าฟันแล้วทิ้งก็น่าจะได้ จะมาอ้างว่าเพราะนางเมรีเป็นยักษ์ ผมว่าไม่เข้าทีและดูไม่ให้เกียรติผู้หญิงเท่าไหร่นะครับ ผู้ชายส่วนใหญ่ที่ได้ฟันสาวมักจะอ้างว่าก็สาวเจ้าอ่อยเอง แล้วยังก็เอามาคุยอวดกันเสียอีก พระรถเสนอ้างว่ามนุษย์กับยักษ์ไม่สามารถครองคู่กันได้ แต่คุณฟันเขาแล้วนะครับ ผมเลยไม่ค่อยชอบพระเอกคนนี้สักเท่าไหร่ Read the rest of this page »

ความตายของ “อองซาน”

ในที่สุด เมียนมาร์ ก็ได้รัฐบาลพลเรือนเป็นครั้งแรกในรอบกี่ปีก็ไม่รู้ขี้เกียจจะนับ หลังจากที่ถูกทหารเข้ายึดอำนาจและปกครองแบบเผด็จการทหารมาตั้งแต่ปี ๒๕๐๑ โน่น

Aung_San_color_portraitแต่ก่อนหน้านั้นหลายสิบปี เมียนมาร์ต้องอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ หลังจากระบอบกษัตริย์ถูกล้มล้างลง พระเจ้าธีบอ กษัตริย์พระองค์สุดท้ายต้องเสด็จลี้ภัยไปประทับที่อินเดียตราบจนวาระสุดท้าย ทิ้งให้ชาวเมียนมาร์ต้องเผชิญชะตากรรมอันโหดร้าย ชาวเมียนมาร์พยายามอย่างหนักในการเรียกร้องเอกราชจากอังกฤษ จนในที่สุดฮีโร่ของชาติก็กำเนิดขึ้น

อองซาน เกิดเมื่อ พ.ศ.๒๔๕๘ เป็นนักศึกษานักกิจกรรมของมหาวิทยาลัยย่างกุ้ง สถาบันการศึกษาที่ดีที่สุดในขณะนั้นของเมียนมาร์ อองซานเข้าเป็นสมาชิกของกระบวนการนักศึกษาที่ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองและมีบทบาทมากในการเรียกร้องเอกราช จนได้รับเลือกเป็นคณะกรรมาธิการสภานักศึกษา มหาวิทยาลัยย่างกุ้ง ในปี ๒๔๗๘ และได้รับเลือกเป็นประธานสหพันธ์นักศึกษาพม่า แต่พอปีถัดมาอองซานก็ถูกคัดชื่อออก แน่นอนว่าย่อมเป็นเพราะสิ่งที่เขากำลังเรียกร้อง เขาจึงผันตัวเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างเต็มตัว

พ.ศ. ๒๔๘๓ อองซานและพวกร่วมกันก่อตั้งสมาคมใต้ดินที่ชื่อ คณะสิบสามสหาย หลบหนีออกจากเมียนมาร์ด้วยความช่วยเหลือจากญี่ปุ่น ตอนนั้นญี่ปุ่นรุกเข้าพม่าในช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพา โดยส่งอองซานไปฝึกวิชาทหารที่ไหหลำ โดยอ้างว่าจะคอยเป็นแบ๊คอัพให้อองซานและพวกในการต่อสู้กับอังกฤษ แต่อองซานอ่านเกมออกว่าญี่ปุ่นไม่ได้จริงใจ เขาจึงซ้อนแผนร่วมมือกับอังกฤษ แม้ว่าจะเกลียดอังกฤษก็ตาม แต่สถานการณ์ในขณะนั้น ศัตรูของศัตรูย่อมเป็นมิตร อองซานเลือกจะจับมืออังกฤษโดยแอบตั้ง องค์กรสันนิบาติเสรีชนต่อต้านฟาสซิสต์ (Anti Fascist People’s Freedom League: AFPFL) เป็นขบวนการใต้ดินทำนองเดียวกับขบวนการเสรีไทย ดังนั้นเมื่อญี่ปุ่นแพ้สงคราม เมียนมาร์จึงไม่ถูกจัดเป็นประเทศแพ้สงครามเพราะอ้างว่ามีองค์กรนี้คอยต่อต้านอยู่ Read the rest of this page »

ความตายของ “คุริริน” (๑)

ตามปกติในการ์ตูนสำหรับเด็กเล็ก มักจะละเว้นเรื่องเกี่ยวกับ “ความตาย” ไว้เสมอ เพราะเด็กยังไม่เข้าใจและไม่รู้จักว่าความตายคืออะไร แต่เดี๋ยวนี้การ์ตูนหลายๆ เรื่องละเลยความรับผิดชอบในส่วนนี้และนำเอาความตายเข้ามาผูกโยงกับเรื่องราว จริงอยู่ที่มันไม่มีบัญญัติไว้ว่าไม่ให้ทำ แต่ความเข้าใจของเด็กต่อเรื่องเหล่านี้ผมว่ามันยังยากเกินไป (สำหรับวัยที่เริ่มดูการ์ตูนเป็นจนถึงสองขวบ)

db102-02คุริริน ตายครั้งแรกด้วยฝีมือของพิคโคโร่

แต่กับ Dragon Ball นั้น คงไม่เกี่ยว นอกจากจะเหมาะสำหรับเด็กที่โตสักหน่อยแล้ว ผู้ใหญ่ก็ยังติดงอมแงมด้วยซ้ำ ดังนั้น “ความตาย” ใน DGB จึงถูกใส่มาไม่ยั้ง ยิ่งประกอบกับการเป็นการ์ตูนประเภทต่อสู้ด้วยแล้ว ก็ยิ่งตายกันเกลื่อนทั้งเรื่อง แต่ที่น่าสนใจคือการที่ อ.โทริยาม่า เล่นในแง่มุมของความพยายามเอาชนะความตายด้วยการให้ตัวละครหลายตัวฟื้นคืนชีพขึ้นมา

ในเทพปกรณัมของฝรั่งมีหมอคนหนึ่งซึ่งว่ากันว่าเก่งกาจในการรักษาทุกโรคภัย จนถึงกับลือกันว่าเขาสามารถรักษาจนคนตายคืนชีพได้ หมอคนนี้ชื่อ เอสคิวลาปิอุส (Aesculapius) เป็นบุตรของเทพอพอลโล ความสามารถนี้ทำให้มหาเทพเซอุสวิตกกังวล ว่าหากปล่อยให้เอสคิวลาปิอุสรักษาคนต่อไปจนถึงปลุกคนตายขึ้นมาได้จะทำให้เกิดความโกลาหล เลยจัดการเจี๋ยนเขาทิ้งเสียเลย คล้ายกับจะแสดงให้เห็นว่าความตายเป็นเรื่องของธรรมชาติ การฝืนชะตาอาจก่อให้เกิดความยุ่งยากตามมา และมนุษย์ไม่ควรเอาชนะกฎธรรมชาตินี้ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดๆ Read the rest of this page »

ความตายของ “เบ้งตัด”

ตัวละครในสามก๊กนั้นมีมากมายเป็นร้อย มีอยู่หลายตัวที่ฝักใฝ่ในเจ้านายหลายคน จะเรียกว่าเป็นคนหลายนายก็คงได้ ทั้งที่ด้วยความจำเป็น สถานการณ์พาไป แล้วใจคิดคดก็มีอยู่มาก บ้างก็ไปได้ดิบได้ดี แต่ก็มีไม่น้อยที่ตายอย่างไม่น่าดู

เบ้งตัด เป็นหนึ่งในตัวละครสามก๊กที่มีเปลี่ยนนายถึงสามคนสามครา เริ่มเดิมทีนั้นเป็นขุนางในสังกัดของ เล่าเจี้ยง แห่งเสฉวน ไม่ได้มีบทบาทอะไรมากมาย เข้าใจว่าที่ได้เป็นใหญ่เป็นโตคงเพราะนิสัยประจบสอพลอไปตามเรื่อง จนเมื่อ เล่าปี่ หมายจะยึดเสฉวนจากการช่วยเหลือของ เตียวสง แม้ว่าเตียวสงจะถูกเล่าเจี้ยงจับได้ แต่สุดท้ายด้วยความช่วยเหลือของเบ้งตัด เล่าปีก็ยึดเสฉวนได้อยู่ดี อันนี้ก็กินข้าวนายแล้วขายนายเป็นรายแรก

ด้วยความชอบครั้งนี้เมื่อเล่าปี่ขึ้นเป็นใหญ่ก็ให้เบ้งตัดไปรักษาเมืองซงหยงกับ เล่าฮอง ซึ่งเป็นลูกเลี้ยงของเล่าปี่ จนกระทั่งเกิดการกระทบกระทั่งกันระหว่างจ๊กก๊กกับง่อก๊ก กวนอู ถูกกลของ ลกซุน และ ลิบอง สองแม่ทัพง่อก๊กจนแตกพ่ายกระเจิงหนีกระเซอะกระเซิง เหลือรี้พลอยู่กี่ร้อยจึงส่งนายทหารคนสนิทไปขอความช่วยเหลือจากเบ้งตัดกับเล่าฮองที่ซงหยง คิดว่าเบ้งตัดคงคำนวณดูแล้วว่าต่อให้ยกไปช่วยกวนอูก็แพ้อยู่ดี หรือถ้าไม่ยกไปช่วยก็โดนเล่าปี่เล่นงานอยู่ดี อย่ากระนั้นเลย หาเรื่องไปคบวุยก๊กของโจโฉดีกว่า ว่าแล้วเบ้งตัดก็ยุเล่าฮองบอกว่าไม่ต้องไปช่วยกวนอูมันหรอก สุดท้ายกวนอูกับบุตรก็ถูกทัพง่อก๊กจับได้แล้วก็ถูกประหาร เล่าปี่จึงเจ็บแค้นเบ้งตัดเป็นหนักหนา หาว่าเขาเป็นหนึ่งในตัวการที่ทำให้กวนอูต้องตาย Read the rest of this page »

ความตายของ “เกียงอุย”

วันนี้จู่ๆ เพื่อนผองก็เข้ามาถามว่า ไอ้เกียงอุยนี่มันมาอยู่กะขงเบ้งได้ไงวะ อุวะ … อ้ายนี้ถามมาไม่มีปี่มีขลุ่ย สงสัยไปดู สามก๊ก มาแล้วเกิดอาการงงในตัวละคร แต่ก็ช่วยสะกิดใจให้นึกถึงแม่ทัพเกียงอุย ทายาททางการเมืองและการทหารของจูกัดเหลียงที่ว่ากันว่ามี “ดี” เท่าไข่ห่านเชียว ที่ว่าดั่งนี้เพราะเมื่อแม่ทัพเกียงอุยนั้นเมื่อสิ้นชีพ … “บรรดาขุนนางมีความโกรธเกียงอุยนัก ก็ไปหาเกียงอุย พอไปพบศพเข้าต่างคนต่างโกรธ ก็เอากระบี่ผ่าอกออกเห็นตับคับหัวอกอยู่ ดีนั้นใหญ่เท่าไข่ห่าน จึงคิดว่าเกียงอุยมีดีใหญ่ฉะนี้หรือมิกล้าหาญเข้มแข็งเป็นทหารเอก” (คัดจาก เจ้าพระยาพระคลัง (หน). สามก๊ก เล่ม ๒. ๑๐๖๗. กรุงเทพ: ศิลปาบรรณาคาร, ๒๕๑๖.)

เกียงอุยวัยหนุ่ม ภาพจากละครสามก๊ก

เกียงอุย นั้นเดิมทีรับราชการที่เมืองเทียนซุย ของวุยก๊ก เมื่อครั้งที่ขงเบ้งกรีฑาทัพเพื่อปราบวุยก๊กได้ทำกลเพื่อตีเมือง แต่กลับถูกเกียงอุยซ้อนกลจนขงเบ้งเกือบถูกจับเป็น ทำเอาขงเบ้งเสียหน้าไปไม่น้อยเมื่อถูกนายทหารจากเมืองบ้านนอกวัยแค่ ๒๓ ลูบคมเอา แต่ลึกๆ ก็นึกชอบใจฝีมือของเกียงอุย ไม่เพียงแต่มีปัญญาหลักแหลมถึงขั้นที่อ่านกลขงเบ้งออก ฝีมือทวนก็ใช่ย่อย เกียงอุยได้ประลองเพลงทวนกับแม่ทัพจูล่งอย่างสูสี จูล่งถึงกับเอ่ยปากชมกับขงเบ้ง

ขณะนั้นขงเบ้งจับเป็น แฮหัวหลิม แม่ทัพของวุยก๊กได้ จึงคิดอุบายใช้แฮหัวหลิมเป็นสะพานเพื่อเกลี้ยกล่อมเกียงอุยมาเป็นพวก จูล่งทัดทานว่า แฮหัวหลิมเป็นถึงราชบุตรเขย หากปล่อยตัวไปอาจจะเสียการได้ ขงเบ้งกลับว่า “ปล่อยแฮหัวหลิมนั้นก็เหมือนปล่อยเป็ดไปตัวหนึ่ง แต่ถ้าได้เกียงอุยมาก็เสมือนได้หงส์”

ขงเบ้งทราบว่าเกียงอุยนั้นกำพร้าบิดา เหลือเพียงมารดาเพียงคนเดียว จึงวางอุบายให้นายหารไปรับตัวมารดาเกียงอุยมาจากเมืองเอ๊กก๋วนให้มาอยู่ด้วย แล้วแสร้งให้อุยเอี๋ยนยกทัพไปตีเอ๊กก๋วน จากนั้นจึงปล่อยตัวแฮหัวหลิมโดยหลอกว่าเป็นเพราะเกียงอุยยอมสวามิภักดิ์จึงยอมปล่อยตัว Read the rest of this page »

ความตายของ “ฌ้อปาอ๋อง”

เรื่องราวการแย่งกันเป็นใหญ่หลังสิ้นยุคของจักรพรรดิจิ๋นซี ระหว่าง เซี่ยงยี่ กับ หลิวปัง ถูกเล่าขานต่อๆ กันมา มีใส่สีตีไข่บ้างตามประสา ถูกนำมาสร้างเป็นละคร เป็นภาพยนตร์หลายต่อหลายหน ล่าสุดทีผมเพิ่งได้ดูก็หยิบยกเอาความผูกพันของตัวละครเอกมาร้อยเรียงเสียใหม่โดยอิงเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ได้ครบถ้วนพอสมควร บางท่านก็มองว่าหลิวปังช่างชั่วช้า บางท่านก็ว่าปาอ๋องต่างหากที่ไม่มีบารมี บางคนก็ว่ามีชั่วดีพอกันทั้งสองคน

ปาอ๋องนั้นเดิมชื่อ เซี่ยงยี่ (บางตำราใช้ เซี่ยงหยู่) ต้นตระกูลของเขาเป็นขุนพลของรัฐฉู่ มีน้ำใจกล้าหาญและทะเยอทะยานมาตั้งแต่น้อย ครั้งหนึ่งมีโอกาสเข้าเฝ้าจักรพรรดิจิ๋น เซี่ยงยี่เอ่ยปากว่าคนผู้นี้ข้าสามารถล้มได้ เขารู้จักกับ หลิวปัง เมื่อครั้งเกิดกบฎชาวนา ภายหลังการสวรรคตของจักรพรรดิจิ๋น

ในสมัยที่จิ๋นซีฮ่องเต้เถลิงอำนาจ เขาได้ปราบปรามและรวมรวมแผ่นดินจีนเป็นหนึ่งเดียว โดยกำราบรัฐใหญ่ทั้ง ๖ ลงได้อย่างราบคาบ และสถาปนารัฐฉินซึ่งเป็นรัฐที่ใหญ่ที่สุดเป็นศูนย์กลางการปกครอง นักประวัติศาสตร์ฝั่งตะวันตกจึงนับรวมว่าแผ่นดินจีนเริ่มต้นที่สมัยนี้ จึงเรียนว่า ฉิน (Chin) หรือ จีน (China) จิ๋นซี่ฮ่องเต้ปกครองประเทศทั้งพระเดชและพระคุณ แต่ออกจะเป็นอย่างแรกมากกว่า เนื่องจากแม้ว่าจะปราบปรามทั้ง ๖ รัฐได้แล้ว แต่ก็ยังมีอำนาจแฝงคอยหาโอกาสแยกตัวเป็นอิสระ จนกระทั่งเมื่อจิ๋นซีฮ่องเต้สวรรคต บรรดาหัวเมืองน้อยใหญ่จึงเริ่มกระด้างกระเดื่อง จนเกิดความวุ่นวายไปทั่วประเทศ

เซี่ยงยี่และหยูจี จากภาพยนตร์เกี่ยวกับปาอ๋องและหลิวปังเวอร์ชั่นล่าสุด

หลิวปัง เดิมทีเป็นเพียงกำนันในตำบลบ้านนอก แต่เป็นคนจริง ใจนักเลง มีสมัครพรรคพวกมากมาย ได้คิดการใหญ่จนกลายเป็นก๊กที่มีอำนาจมากพอสมควร เขาได้รู้จักกับ เซี่ยงยี่ และเป็นพันธมิตรที่ดีต่อกันในการล้มฉิน แม้ว่าในใจลึกๆ ของทั้งคู่ต่างก็หวังจะเป็นใหญ่ ท้ายที่สุดก็เหลือพวกเขาเพียงสองก๊กที่พอจะมีบารมีสูสีกัน จึงตกลงกันว่าหากใครพิชิตนครเสียนหยางได้ก่อน ก็จะมีสิทธิ์ในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งแน่นอนว่าก๊กของเซี่ยงยี่ย่อมได้เปรียบเนื่องจากมีกำลังมากที่สุด Read the rest of this page »